แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟูกูชิมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟูกูชิมะ แสดงบทความทั้งหมด

15 กุมภาพันธ์ 2556

รื้อถอนเตาปฏิกรณ์ฟูกูชิมะ : ภารกิจที่ท้าทายกว่าเชอร์โนบิล

(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 18, พ.ย.-ธ.ค. 2555)

ธันวาคม 2555, นายโตชิมิตสุ โมเตกิ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบประมาณพิเศษหลายหมื่นล้านเยนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน การวิจัยและพัฒนาวิธีการรื้อถอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ งบประมาณก้อนนี้เป็นเงินก้อนที่สอง หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนได้อนุมัติงบประมาณ 2,000 ล้านเยน (25 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อใช้ในการศึกษาวิธีการรื้อถอนเตาปฏิกรณ์อย่างปลอดภัย

14 กุมภาพันธ์ 2556

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นปวดหัว พบเห็ดป่าปนเปื้อนรังสีห่างจากฟูกูชิมะ 350 กิโลเมตร


(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 18, พ.ย.-ธ.ค. 2555)

พฤศจิกายน 2555, ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวและร้านอาหารในหลายบริเวณของญี่ปุ่น กำลังกลุ้มใจเกี่ยวกับปัญหาการปนเปื้อนรังสีของเห็ดตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอาหารตามฤดูกาลที่มีราคาแพง โดยในปีนี้ เห็ดป่าที่หาได้จากพื้นที่ที่ห่างไกลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะหลายร้อยกิโลเมตร ก็มีการตรวจพบสารกัมมันตรังสีซีเซียมในระดับสูง จากที่เมื่อปีที่แล้วมีเพียงเห็ดในเขตจังหวัดฟูกูชิมะเท่านั้นที่ตรวจพบซีเซียมเกินมาตรฐาน

ลูกเรือสหรัฐฟ้องเรียกค่าเสียหายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ

(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 18, พ.ย.-ธ.ค. 2555)

ธันวาคม 2555, ลูกเรือ 8 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ ญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 ยืนฟ้องต่อศาลในแคริฟอร์เนียเพื่อเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเท็ปโกเจ้าของโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ จากการที่ไม่ยอมแจ้งให้ทราบถึงระดับกัมมันตภาพรังสีที่เป็นอันตราย โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านเหรียญ และอีก 30 ล้านเหรียญเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อการที่บริษัทเท็ปโกหลอกลวงและสร้าง ความเสียหายต่อสาธารณะและปัจเจกบุคคล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้เท็ปโกจัดตั้งกองทุน 100 ล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพของพวกเขา

ปลาทะเลฟูกูชิมะอาจไม่สามารถนำมาบริโภคได้ไปอีกนานนับสิบปี

การตรวจรังสีปลาที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่ด่านศุลกากรลาดกระบัง
(ภาพโดย สุกรี สุกปลั่ง สำนักข่าวรอยเตอร์) 
(จดหมายข่าวจับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 17, กันยายน-ตุลาคม 2555)  

ตุลาคม 2555, เป็นเวลามากกว่า 18 เดือนหลังอุบัติเหตุฟูกูชิมะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีคำสั่งห้ามซื้อขายสัตว์น้ำ 36 ชนิดที่จับจากทะเลฟูกูชิมะ เรือประมงจำนวนมากต้องถูกจอดพักยาว ทั้งที่การประมงเป็นอุตสาหกรรมหลักของเขตนี้

ขณะนี้ระดับรังสีที่ตรวจวัดได้ในน้ำทะเลฟูกูชิมะและบริเวณโดยรอบใกล้จะกลับคืนสู่ระดับปกติแล้ว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มีชาวประมงพื้นบ้านบางส่วนที่พยายามกลับมาทำประมงใหม่อีกครั้ง พวกเขาซึ่งมีจำนวนไม่มากนักเริ่มกลับมาจับสัตว์น้ำ 2 ประเภทที่รัฐบาลอนุญาต คือ ปลาหมึกยักษ์และหอยชนิดหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยจากรังสี 

แต่จากข้อมูลของรัฐบาล ปลาที่จับได้จากทะเลฟูกูชิมะประมาณ 40% ก็ยังคงมีสารรังสีซีเซียมสูงเกิดค่าที่กฎหมายอนุญาตให้บริโภคได้ 

คาดกันว่า สารรังสีประมาณ 4 ใน 5 ที่แพร่กระจายออกมาจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะได้แพร่ไปสู่ทะเล ซึ่งกระแสน้ำทะเลสามารถกระจายกัมมันตภาพรังสีได้เร็ว และระดับรังสีในน้ำทะเลก็ลดลงจนใกล้สภาพปกติแล้ว แต่ปลาที่จับได้ในขณะนี้กลับมีระดับรังสีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ

"หายนะภัยจากฝีมือมนุษย์" ข้อสรุปจากรายงานคณะกรรมการอิสระสอบสวนกรณีอุบัติเหตุฟูกูชิมะ


(จดหมายข่าวจับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 16, กรกฎาคม-สิงหาคม 2555)

“เหตุการณ์ แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 เป็นหายนะจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ช็อคคนทั้งโลก แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามมาที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ แม้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากแต่เป็นภัยพิบัติจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและเตรียมการป้องกันได้ และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็สามารถบรรเทาให้น้อยลงได้ด้วยการตอบสนองของมนุษย์ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้”

ข้อความข้างต้นคือ ย่อหน้าแรกของ “สาส์นจากประธานคณะกรรมการอิสระฯ” ในรายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการอิสระสอบสวนกรณีอุบัติเหตุนิวเคลียร์ ฟูกูชิมะ (the Fukushima Nuclear Accident Independent Investigation Commission: NAIIC)

“เซ็ตซูเด็น” ประหยัดไฟ เปลี่ยนญี่ปุ่น

(เผยแพร่ครั้งแรก :  www.tcijthai.com, 26 เมษายน 2555)
 
“เซ็ตซูเด็น” คือคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “ประหยัดไฟฟ้า” คำๆ นี้มีความหมายอย่างมากสำหรับญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว ท่ามกลางการกอบกู้ประเทศจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤติการณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมะที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ผีเสื้อที่ "ฟูกูชิมะ"

ผีเสื้อจำนวนมากที่พบในพื้นที่ใกล้เคียงของที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ มีสภาพพิกลพิการดังภาพ
 (ภาพถ่ายโดย Joji Otaki, สิงหาคม, 2555)

ผีเสื้อปกติ

ตรวจพบเด็กๆ ฟูกูชิมะ 36% ต่อมไทรอยด์เจริญเติบโตผิดปกติ

(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 16, ก.ค.-ส.ค. 2555)

เมื่อเดือนเมษายน 2555 หน่วยงานด้านสุขภาพของจังหวัดฟูกูชิมะได้เปิดเผยรายงานการสำรวจสุขภาพของเด็กๆ ในเมือง 13 เมืองของจังหวัดฟูกูชิมะ จากการตรวจต่อมไทรอยด์ของเด็กจำนวน 38,114 คน พบว่า มีเด็กจำนวน 13,646 (35.8%) ที่มีก้อนเนื้อหรือถุงน้ำผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ ซึ่งสิ่งผิดปกติที่ตรวจพบนี้ ศาตราจารย์นาโอมิ ทากากิ หัวหน้าโครงการสำรวจกล่าวว่า “เราไม่ทราบว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร แต่ค่อนข้างเชื่อได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสี”

เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้ทำการตรวจวัดการได้รับรังสีที่ต่อมไทรอยด์ของเด็กๆ ฟูกูชิมะจำนวน 1,080 คน และสรุปว่าเด็กๆ จำนวน 55% มีค่าการได้รับรังสีเท่ากับศูนย์ แต่อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยจากสถาบันรังสีวิทยาแห่งชาติได้ใช้ข้อมูลการสำรวจของรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วในการประเมินการได้รับรังสีของเด็กๆ พบว่า เด็กๆ จำนวนหนึ่งได้รับกัมมันตภาพรังสีที่ต่อมไทรอยด์ในระดับที่ก่ออันตรายได้ ต่อมารัฐบาลจึงได้สั่งให้มีการตรวจต่อมไทรอยด์ของเด็กในอีก 3 บริเวณนอกจังหวัดฟูกูชิมะที่ถูกจัดว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการปนเปื้อนของรังสี เพื่อพิจารณาถึงการป้องกันผลกระทบจากรังสีที่อาจเกิดขึ้น

จาก
http://fukushimaupdate.com/thyroid-tests-extended-to-kids-outside-fukushima/
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/japan/9410702/Nearly-36pc-of-Fukushima-children-diagnosed-with-thyroid-growths.html
http://ajw.asahi.com/article/0311disaster/fukushima/AJ201207110058
http://www.abc.net.au/news/2012-07-12/fukushima-children-exposed-to-radiation/4126628




สถานการณ์นิวเคลียร์รอบโลก หลังอุบัติเหตุฟูกูชิมะ

(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 16, ก.ค.-ส.ค. 2555)

ภายใต้ปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อนในหลายปีที่ผ่านมา ความพยายามของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่จะชักจูงสังคมโลกให้หันกลับมาใช้ พลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นขนานใหญ่ภายใต้คำขวัญรณรงค์ “Nuclear Renaissance” หรือ “ยุคฟื้นฟูของพลังงานนิวเคลียร์” ที่ถูกอ้างว่าจะเป็นคำตอบของความมั่นคงพลังงานท่ามกลางวิกฤติการณ์การ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลก

อย่างไรก็ตาม จนถึงบัดนี้ สิ่งที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าพลังงานนิวเคลียร์กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีก ครั้งก็ยังไม่มีปรากฏให้เห็น

รายงานสถานการณ์ 5 เดือนหลังอุบัติเหตุนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ

การประท้วงที่เมืองฟูกูชิมะ, 31 ก.ค. 2554
(จับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 13, มิ.ย.-ส.ค. 2554)

นับจากเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ เมื่อเดือนมีนาคม 2554 เป็นเวลา 5 เดือนมาแล้วที่กัมมันตภาพรังสียังคงรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมทั้งทางน้ำและ อากาศอย่างไม่สามารถหยุดยั้งได้ โดยบริษัท TEPCO แถลงว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 9 เดือนจึงจะสามารถจัดการเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายทั้ง 4 เครื่องให้อยู่ในการควบคุม ปริมาณของรังสีที่รั่วไหลไม่มีการเปิดเผยจากรัฐบาล โดยข้อมูลจากภาคประชาชนญี่ปุ่นที่มีการจัดตั้งกลุ่มติดตามปัญหาเรื่องนี้ ระบุว่า กัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลอยู่ในขณะนี้ อยู่ในระดับ 1,000 ล้านเบคเคอเรล/ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และเป็นที่วิตกกังวลของชาวเมืองฟูกูชิมะ

เกิดอะไรขึ้นในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมะ

โรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ใช้เตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด หรือ BWR (Boiling Water Reactor) รวม 6 เครื่อง ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหวในวันที่ 11 มีนาคม 2554 เตาปฏิกรณ์ที่ 4-6 อยู่ระหว่างการปิดซ่อมบำรุง ส่วนเตาปฏิกรณ์ที่ 1-3 กำลังเดินเครื่องตามปกติ แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวทำให้เตาปฏิกรณ์ที่ 1-3 ดับเครื่องโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ระบบหล่อเย็นยังเป็นสิ่งจำเป็นแม้ในขณะที่เตาปฏิกรณ์อยู่ในภาวะหยุดเดิน เครื่อง เพราะแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ยังปลดปล่อยความร้อนและกัมมันตภาพรังสีออกมา ตลอดเวลาจากปฏิกริยาฟิชชันที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ลำดับเหตุการณ์ วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมะ

(จดหมายข่าวจับตานิวเคลียร์ ฉบับที่ 12, มีนาคม-พฤษภาคม 2554)

11 มีนาคม 2554
เวลา 14:46 น. แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์เขย่าภาคตะวันออกของเกาะญี่ปุ่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 11 เครื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่งหยุดเดินเครื่องอัตโนมัติ ไม่ถึง 1 ชั่วโมงต่อมา คลื่นยักษ์สึนามิสูง 14 เมตรโถมเข้าสู่ชายฝั่ง สายส่งไฟฟ้าถูกตัดขาด โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เกิดขัดข้องที่ระบบหล่อเย็นฉุกเฉิน จนต้องระบายแก๊สปนรังสีออกจากถังปฏิกรณ์ พื่อป้องกันเตาปฏิกรณ์ระเบิด รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินทางรังสี และอพยพประชาชนในรัศมี 10 ก.ม. จากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ

12 มีนาคม 2554
เวลา 05:50 น. เจ้าหน้าที่ทำการฉีดน้ำเข้าไปในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 เพื่อระบายความร้อน ในขณะที่แท่งเชื้อเพลิงเริ่มหลอมละลาย ส่วนที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 และ 3 ความร้อนพุ่งสูงขึ้นมากจากระบบหล่อเย็นที่ขัดข้องเช่นกัน